ยิ่งสูงยิ่งดูเล็กน้อย ยิ่งสูงยิ่งดูต่ำต้อย??!!? 130

45

เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๕๕ ชาวโลกกว่า ๗.๓ ล้านคน ได้ร่วมชมนายเฟลิกซ์ เบาว์การ์ทเนอร์ วัย ๔๓ ปี ชาวออสเตรเลีย ซึ่งกระโดดจากบอลลูนที่ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกราว ๓๘.๖ กิโลเมตร เหนือทะเลทรายในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐ และดิ่งลงมาด้วยความเร็วสูงสุดในช่วงหนึ่งถึง ๑,๓๔๒ กม./ชม. ซึ่งเป็นระดับที่เร็วกว่าเสียง ทำให้เขากลายเป็นคนแรกที่ดิ่งพสุธาด้วยความเร็วเหนือเสียงโดยไม่ต้องนั่งเครื่องบิน หรือยานอวกาศ โดยใช้เพียงแค่แคปซูลที่บรรจุก๊าซฮีเลียมผูกติดกับบอลลูนเพื่อพาตัวเองขึ้นไปอยู่ในบริเวณชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นที่สองของโลก เขาใช้เวลาลอยอยู่ในอากาศทั้งสิ้น ๙ นาทีกว่า โดยเป็นการกระโดดแบบ freefall หรือกระโดดตัวเปล่าโดยยังไม่กางร่มชูชีพนาน ๔.๑๘ นาที จากนั้นก็กางร่มชูชีพออก และสามารถลงถึงพื้นโลกได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางความยินดีของเพื่อนและผู้ชมภายในศูนย์บัญชาการภาคพื้นดินที่เมืองรอสเวลล์ รัฐนิวเม็กซิโก

แม้ว่าคนจำนวนมากจะแสดงมุทิตาจิตต่อนายเฟลิกซ์ผ่านเสียงปรบมือ สวมกอด มอบดอกไม้และรางวัลจำนวนมาก แต่สิ่งที่ตัวเองสนใจ และมีความสุขใจที่จะแสดงมุทิตาจิตต่อเขากลับไปอยู่ที่ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “ตอนที่เขาอยู่จุดสูงสุดของโลก เขารู้สึกได้ถึงความต้อยต่ำ และไม่คิดถึงเรื่องที่จะทำลายสถิติ ไม่คิดถึงการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะได้รับตามมา สิ่งเดียวที่คิดในเวลานั้น คืออยากกลับมายืนอยู่บนพื้นโลกแบบมีชีวิตอีกครั้ง” และอีกประโยคที่ลึกซึ้งกินใจที่ว่า “บางครั้งเมื่อได้ขึ้นไปอยู่จุดสูงๆ จะทำให้เราเห้นว่าตัวเราเองนั้นเล็กนิดเดียว”

น่าสนใจว่า ชีวทัศน์ และโลกทัศน์ของเฟลิกซ์ที่อธิบายว่า ยิ่งทะยานสูงมากขึ้นเพียงใด เรายิ่งจะเห็นความต่ำต้อยของตนเพียงนั้น ยิ่งอยู่สูงเพียงใด ยิ่งเห็นว่าตัวเองเล็กเพียงเศษเสี้ยวธุลีดินเพียงนั้น กลับไปสอดรับกับพระสารีบุตร ผู้เปี่ยมล้นด้วยปัญญา ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะท่านมีความรู้สึกกับตัวท่านเหมือนโคเขาขาด ผ้าเช็ดเท้า ไม่มีพิษมีภัยกับใคร และเปรียบเหมือนเด็กจัณฑาลที่เข้าสภา!!!

คำกล่าวที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาวอาจจะใช่” แต่ถึงกระนั้น “ยิ่งสูงยิ่งต่ำต้อย ยิ่งสูงยิ่งเห็นตัวเองว่าเล็กน้อยเหลือประมาณ” ยิ่งออกไกลโลกมากเพียงใด ยิ่งเห็นว่าตัวเองเล็กน้อย ยิ่งห่างออกไปจากโลกของตัวเองที่เคยเรียนรู้ และอยู่อาศัยเพียงใด ยิ่งรู้ว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือเก่งกาจอะไรเลย บางครั้ง การออกไปจากโลกที่เราคุ้นเคย และอยู่อาศัยอาจจะทำให้เราเข้าใจโลกอื่นๆ รวมถึงโลกของตัวเองได้ง่าย ชัดเจน และลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น การเข้าใจเรื่องเหล่านี้ คือ การเข้าใจหลักอนัตตาได้อย่างน่าอัศจรรย์

เราจะยึดมั่นถือมั่นไปเพื่อประโยชน์อันใด!!! ก็ในเมื่อไม่มีสิ่งใดให้เรายึดมั่นได้ นั่งถามตัวเองทุกวินาที… เกิดมาแล้ว ตั้งใจเรียน ทำงาน วันหนึ่งชีวิตก็เดินไปสู่ความเจ็บไข้ได้ป่วย แก่ตัวลง และต้องตายในที่สุด…. ไม่มีอะไรเหลือ!!!! เพราะทุกอย่างต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติที่เราหยิบยืมมาใช้โดยไม่สามารถอิดออด หรือต่อรองกับความตายได้… การมอง และเข้าใจว่าตัวเองต่ำต้อยดุจโคเขาขาด หรือผ้าเช็ดเท้า อาจจะทำให้เราปรับท่าที และมุมมองให้เป็นไปในเชิงบวกต่อเพื่อนร่วมโลกได้ดีมากยิ่งขึ้น และอาจจะทำให้การใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เป็นไปอย่างมีความสุข และสรรค์สร้างคุณประโยชน์แก่โลกนี้ได้บ้างแม้อาจจะดู “ต่ำต้อยและน้อยนิด” เพียงใดก็ตาม

76 sl126_main

Similar articles

การประชุมผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพในประชาคมอาเซียน หัวข้อ ขันติธรรมทางศาสนา

กิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๒ เรื่อง “พระพุทธศาสนากับวิกฤติของโลก” เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสําคัญสากลของโลก ประจําปี ๒๕๕๘

web Links

  

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

หลักสูตรสาขาวิชาสันติศึกษา
เลขที่ 79 หมู่ที่ 1 อาคารเรียนรวม ชั้น 4 โซน D (D423)
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา 13170
โทรศัพท์ 099-924-5401
โทรสาร 035-248-000 ต่อ 8528 www.ps.mcu.ac.th