รายละเอียดหลักสูตรโครงการหลักสูตรสันติศึกษา 2076

peacefront

 

๑. หลักการและเหตุผล

สังคมโลกในยุคปัจจุบันเป็นสังคมแบบ “พหุนิยม” (Pluralism) ที่ธรรมชาติได้ออกแบบให้โลกมีความหลากหลาย และแตกต่างทั้งชาติพันธุ์ ความคิด ความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา และภาษา เมื่อมนุษย์ไม่สามารถที่จะหลีกหนีความจริงของธรรมชาติ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างแต่ไม่แตกแยก บนฐานของความอดทน การเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเปิดใจกว้างที่จะรับฟังอย่างมีสติ ตามหลักการที่ว่า “โลกทั้งผองพี่น้องกัน” ในความเป็นพี่เป็นน้องทำให้มนุษย์จำเป็นต้อง “รักคนอื่นและสิ่งอื่น” เพราะมนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกนี้ได้ ดังนั้น การที่มนุษย์รักคนอื่น หรือสิ่งอื่น จึงมีค่าเท่ากับมนุษย์รักตนเองด้วยเช่นกัน

จากเหตุผลดังกล่าวนั้น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยการสนับสนุนจากสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า จึงได้พัฒนาหลักสูตร “สันติศึกษา” ขึ้นมา เพื่อร่วมเสริมสร้างและพัฒนาสันติภาพภายในบุคคลต่างๆ ให้สามารถสัมผัสพลังสันติภาพที่ซ่อนตัวอยู่ภายในใจของแต่ละคนเพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ว่า “ไม่มีความสุขอื่นใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความสงบสุข” การเข้าใจความจริงดังกล่าว จะทำให้แต่ละคนเห็นอกเห็นใจกัน พร้อมที่จะแบ่งปันความสุข และความทุกข์โดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา และเมื่อเกิดความขัดแย้ง และความรุนแรงเกี่ยวกับผลประโยชน์ ความสัมพันธ์ ค่านิยม และโครงสร้างขึ้นมาครั้งใด กลุ่มคนต่างๆ จะสามารถมองความขัดแย้งในเชิงบวก โดยการร่วมสร้างและพัฒนาทางเลือกในการประยุกต์ใช้เครื่องมือจัดการความขัดแย้งและความรุนแรงโดยสันติวิธีได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และสอดรับกับสถานการณ์และความเป็นไปของโลกและชีวิต

 

๒. จุดเด่นของหลักสูตรสันติศึกษา

๒.๑ หลักสูตรนี้ เน้นบูรณาการพัฒนาสันติภาพแบบผสมผสานทั้งภายในและภายนอก โดยเริ่มต้นพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสันติภาพขึ้นภายในใจ โดยการใช้หลัก “สมาธิ” มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนากล่อมเกลาสติ และปัญญาให้เกิดความแข็งแกร่ง เพื่อให้สามารถทนต่อกระแสของอคติ มีใจกว้าง อดทนและยอมรับต่อความแตกต่างอย่างมีสติ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้น
๒.๒ คณาจารย์และอาจารย์พิเศษที่หลักสูตรจะเชิญมาบรรยาย ประกอบด้วยนักวิชาการ และนักปฏิบัติการด้านสันติภาพที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีประสบการณ์ และทำงานด้านสันติภาพ และเขียน หนังสือ ตำรา และงานวิจัยด้านสันติภาพ
๒.๓ สำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า เป็นสถาบันที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนหลักสูตรโดยการพัฒนานักสันติภาพ และนักประนีประนอมโดยการฝึกภาคปฏิบัติในศาล ชุมชน และองค์กรต่างๆ ภายใต้บันทึกการลงนามความร่วมมือระหว่าง ๓ สถาบัน
๒.๔ ผู้เรียนจะเรียนใน “ห้องสันติภาพ” ที่มีอุปกรณ์สนับสนุนการศึกษา (Facilities) ที่ครบครัน และได้แรงบันดาลใจจากบรรยากาศของการศึกษาเพื่อสันติ มีสวนปัญญา (WizPark) เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัย ทั้งระบบอินเตอร์เน็ต และมุมศึกษาค้นคว้าได้อย่างหลากหลายสอดคล้องกับหลักสูตร

 

. วัตถุประสงค์ของหลักสูตร

๓.๑ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดสันติภาพภายในใจ มีสติรู้เท่าทันอคติ ยอมรับ และอดทนต่อความแตกต่างและความหลากหลาย มีจิตใจที่เปิดกว้าง ยึดมั่นในวัฒนธรรมสันติวิธี และอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น และธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีความสุข บนฐานของการเคารพ และการให้เกียรติ
๓.๒ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจความขัดแย้ง และการจัดการความขัดแย้งในมิติที่หลากหลาย รวมถึงการเรียนรู้แนวคิด ทฤษฎี และเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งของสันติวิธีซึ่งเป็นทางเลือกสำคัญต่อการนำไปประยุกต์ใช้จัดการความขัดแย้งในเชิงปัจเจกและสังคม
๓.๓ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถนำเครื่องมือการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธีไปสู่การปฏิบัติ ทดสอบและทดลองในสถานการณ์จริงอันจะทำให้ผู้เรียนมีความรู้และเชี่ยวชาญในการจัดการความขัดแย้งในมิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
๓.๔ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถศึกษา วิเคราะห์ และวิจัย เพื่อสร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่หลักการ เครื่องมือ และวิธีการเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธีทั้งในระดับประเทศ ประชาคมอาเซียน และระดับนานาชาติ

 

๔. คุณสมบัติของผู้สมัคร

๔.๑ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขาจากมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชนในต่างประเทศหรือในประเทศที่ได้รับการรับรองจากสำนักงาน กพ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

๔.๒ มีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(๑) พระภิกษุ แม่ชี นักบวช หรือนักพรต
(๒) นักการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น
๑) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
๒) สมาชิกวุฒิสภา
๓) ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น
(๓) ข้าราชการและพนักงานองค์กรภาครัฐ
๑) ข้าราชการพลเรือน / ข้าราชการพลเรือนสามัญ /ข้าราชการรัฐสภา/ ข้าราชการศาลยุติธรรม / ผู้ประนีประนอมประจำศาล ฯลฯ
๒) ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรพัฒนาเอกชน หรือผู้นำชุมชน หรือ ผู้นำท้องถิ่น
๓) นักวิชาการ/อาจารย์มหาวิทยาลัย
(๔) ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน
๑) ผู้ประกอบกิจการ หรือผู้บริหารของกิจการภาคเอกชน หรือผู้แทนสหภาพแรงงาน หรือแรงงานสัมพันธ์ หรือฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร
๒) ผู้บริหารองค์กรพัฒนาเอกชน
๓) ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรระหว่างประเทศ
๔) สื่อมวลชน

 

๕.จำนวนผู้เข้ารับการศึกษา

ระดับปริญญาโท

พิจารณารับนักศึกษา จำนวน ๒๕ คน

ระดับปริญญาเอก

พิจารณารับนักศึกษา จำนวน ๓๐ คน

๖. การคัดเลือก

๖.๑ ระดับปริญญาโท

๖.๑.๑ คณะกรรมการพิจารณาจากใบสมัคร โดยคัดเลือกจากคุณสมบัติต่างๆ เช่น สาขาที่สำเร็จการศึกษา ผลการศึกษาระดับปริญญาตรี อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน ลักษณะงานที่ทำ และโอกาสในการนำความรู้ไปใช้ในอนาคต
๖.๑.๒ คณะกรรมการทำการสัมภาษณ์เพื่อประเมินบุคลิกภาพ ทัศนคติ ความสามารถในการวิเคราะห์เหตุการณ์ ทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษและความพร้อมในการศึกษา

๖.๒ ระดับปริญญาเอก

๖.๒.๑ คณะกรรมการพิจารณาจากใบสมัคร โดยคัดเลือกจากคุณสมบัติต่างๆ เช่น สาขาที่สำเร็จการศึกษา ผลการศึกษาระดับปริญญาโท อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน ลักษณะงานที่ทำ และโอกาสในการนำความรู้ไปใช้ในอนาคต
๖.๒.๒ คณะกรรมการทำการสัมภาษณ์เพื่อประเมินบุคลิกภาพ ทัศนคติ ความสามารถในการวิเคราะห์เหตุการณ์ ทักษะในการใช้ภาษาอังกฤษและความพร้อมในการศึกษา

๖.๒.๓ คณะกรรมการจะสัมภาษณ์โครงร่างดุษฎีนิพนธ์ที่ผู้สมัครได้เสนอเข้ามาในตอนสมัคร เพื่อให้ทราบถึงความสนใจ ความถนัดการเข้าใจระเบียบวิธีวิจัย ในการทำดุษฎีนิพนธ์ที่คาดว่าจะทำในอนาคต

 

๗. ระบบการศึกษา
ระบบการศึกษาแบ่งเป็นภาคการศึกษา ภาคละ ๓ วิชา โดยเรียนครั้งละ ๑ วิชา ๆ ละ ๖ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๘ ชั่วโมง รวม ๔๘ ชั่วโมง ต่อ ๑ วิชา ต่อเนื่องกันจนจบหลักสูตร โดยจะเรียนในวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.

 

๘. ระยะเวลาการศึกษา

ระดับปริญญาโท

รวมระยะเวลาที่ศึกษาในสถาบัน ๑๕ รายวิชา (ทั้งวิชาหลักและวิชาเสริม) และสอบประมวลความรู้ โดยผู้เรียนสามารถจบการศึกษาภายใน ๒ ปี

ระดับปริญญาเอก

หลักสูตร แบบ ๑.๑

เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัยโดยมีการทำวิทยานิพนธ์  ที่ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ ทำวิทยานิพนธ์จำนวน ๕๔ หน่วยกิต และศึกษารายวิชาที่ไม่นับหน่วยกิตจำนวน ๗ รายวิชา โดยทั้งนี้ทางหลักสูตรอาจให้ศึกษารายวิชาหรือทำกิจกรรมทางวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมโดยไม่นับหน่วยกิต แต่ต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยผู้เรียนสามารถจบการศึกษาภายใน ๓ ปี

หลักสูตร แบบ ๒.๑

เป็นแผนการศึกษาที่เน้นการวิจัยโดยมีการทำวิทยานิพนธ์ที่มีคุณภาพสูงและก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพและศึกษารายวิชาเพิ่มเติม ทำวิทยานิพนธ์ไม่น้อยกว่า ๓๖ หน่วยกิต ศึกษารายวิชารวมไม่น้อยกว่า ๑๘ หน่วยกิต โดยทั้งนี้ทางหลักสูตรอาจให้ศึกษารายวิชาหรือทำกิจกรรมทางวิชาการอื่นๆ เพิ่มเติมโดยไม่นับหน่วยกิต แต่ต้องมีผลสัมฤทธิ์ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด โดยผู้เรียนสามารถจบการศึกษาภายใน ๓ ปี

๙. สถานที่จัดการศึกษา
อาคารเรียนรวม ชั้น ๔ โซน D มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เลขที่ ๗๙ หมู่ ๑ หลักกิโลเมตรที่ ๕๕ ถนนพหลโยธิน ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

๑๐. ผู้เชี่ยวชาญในหลักสูตร

รายนาม

ตำแหน่ง

พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกณราชวิทยาลัย
พระราชปริยัติกวี,ศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ
พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, ดร. คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย
พระไพศาล วิสาโล พระนักเขียน/นักสันติวิธี
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ/ผู้กำกับหลักสูตร
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) สถาบันวิมุตตยาลัย
แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต เสถียรธรรมสถาน
ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม
ดร.ปัญญา อุดชาชน รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
รศ.ดร.โคทม อารียา ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร.มารค ตามไท นักสันติภาพ
พล.อ. เอกชัย ศรีวิลาส ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า
ผศ.ร.ท.ดร.บรรจบ บรรณรุจิ อาจารย์สอนหลักสูตรครูสมาธิและหลักสูตรพระไตรปิฎกศึกษา
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ นักอนาคตศาสตร์
นายนพพร โพธิรังสิยากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
นายอดุลย์ ขันทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ดร.นพ.บรรพต ต้นธีรวงศ์ กรรมการหลักสูตรสันติศึกษา
ดร.จอห์น แมคคอลแนลล์ นักสันติภาพ

 

๑๑.องค์กรความร่วมมือที่ร่วมลงนาม (MoU)

สำนักงานศาลยุติธรรม

สถาบันพระปกเกล้า

 

๑๒.รายละเอียดกลุ่มวิชา

กลุ่มวิชาที่ ๑ แนวคิด และทฤษฏี ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการความขัดแย้ง ความรุนแรง แนวคิด ทฤษฏีสันติภาพ พัฒนาการของความขัดแย้งและความรุนแรงในโลกสมัยใหม่ พระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ และพุทธสันติวิธี
กลุ่มวิชาที่ ๒ ปฏิบัติการสร้างสันติภาพ การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริงในศาล และพื้นที่ขัดแย้งในชุมชน และสถานที่ทำงาน เน้นทั้งการสร้างสันติภาพภายในด้วยการพัฒนาสติเพื่อให้เกิดสันติ และปฏิบัติการสร้างและรักษาสันติภาพภายนอกโดยกระบวนการไกล่เกลี่ยคนกลางอย่างมีสติ โดยใช้กระบวนการสันติสนทนาด้วยเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในลักษณะต่างๆ
กลุ่มวิชาที่ ๓ ศึกษาต้นแบบของนักสร้างสันติภาพทั่วโลก/หลักการและเครื่องมือในการสร้างสันติภาพ และรักษาสันติภาพ การศึกษาและเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของผู้นำทางการเมืองและนักการศาสนาต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ บทบาทขององค์กรสันติภาพทั่วโลก ขันติธรรมทางศาสนา การสื่อสารเพื่อสร้างสันติภาพ และกระบวนการทางกฎหมายเพื่อสร้างสันติภาพ

 

๑๓. ค่าธรรมเนียมการศึกษา

ระดับปริญญาโท

ค่าธรรมเนียมการศึกษาตลอดหลักสูตรจำนวน ๑๔๕,๐๐๐ บาท (สำหรับคฤหัสถ์) และ ๑๒๐,๐๐๐ บาท (สำหรับนักบวช) รวมค่าอาหารว่าง ค่าเอกสารบรรยายตลอดหลักสูตร ค่าศึกษาดูงานในประเทศ และหนังสือพุทธสันติวิธีซึ่งเป็นวิชาหลักในการศึกษาในสาขาวิชาสันติศึกษา ค่าใช้จ่ายนี้ไม่รวมค่าศึกษาดูงานต่างประเทศ เรียนเฉพาะวันเสาร์

ระดับปริญญาเอก

ค่าธรรมเนียมการศึกษาตลอดหลักสูตร สำหรับคฤหัสถ์และนักบวช จำนวน ๒๙๙,๕๐๐ บาท รวมค่าอาหารว่าง ค่าเอกสารบรรยายตลอดหลักสูตร ค่าศึกษาดูงานในประเทศ และหนังสือพุทธสันติวิธีซึ่งเป็นวิชาหลักในการศึกษาในสาขาวิชาสันติศึกษา ค่าใช้จ่ายนี้ไม่รวมค่าศึกษาดูงานต่างประเทศ เรียนเฉพาะวันอาทิตย์

๑๔. หลักฐานการสมัคร
๑๔.๑ สำเนาปริญญาบัตร หรือวุฒิการศึกษาเทียบเท่า ๑ ชุด
๑๔.๒ เอกสารแสดงผลการศึกษา (Transcript) ๑ ชุด (ฉบับสมบูรณ์)
๑๔.๓ รูปถ่าย ๑.๕ นิ้ว จำนวน ๕ รูป
๑๔.๔ หนังสือรับรองตำแหน่ง และประสบการณ์การทำงาน (ตามแบบฟอร์มหลักสูตร)
๑๔.๕ เอกสารรับรองการได้รับทุนสนับสนุนจากหน่วยงาน (ถ้ามี)
๑๔.๖ ค่าธรรมเนียมการสมัคร ๕๐๐ บาท

 

๑๕. สถานที่รับสมัครและยื่นใบสมัคร

ขอรับใบสมัครได้ตามสถานที่ต่างๆ ดังนี้
๑๕.๑ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักงานใหญ่ ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ในวันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๗.๐๐ น. (เว้นวันพระ)
๑๕.๒ สำนักงานวิทยาเขต ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

๑๖. กำหนดการรับสมัคร

รับเอกสารและยื่นใบสมัคร

มกราคม – เมษายน ของทุกปี

ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าสอบคัดเลือก

ช่วงปลายเดือน เมษายน ของทุกปี

สอบคัดเลือกและสอบสัมภาษณ์

ช่วงต้นเดือน พฤษภาคม ของทุกปี

ประกาศผล

ช่วงกลางเดือน พฤษภาคม ของทุกปี

รับเอกสารและลงทะเบียนชำระค่าเทอมงวดแรก

ช่วงปลายเดือน พฤษภาคม ของทุกปี

ปฐมนิเทศ

ช่วงปลายเดือน พฤษภาคม ของทุกปี

เตรียมความพร้อม

ช่วงปลายเดือน พฤษภาคม ของทุกปี

เปิดเรียน

สัปดาห์แรกเดือน มิถุนายน ของทุกปี

*กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

โครงการหลักสูตรสาขาวิชาสันติศึกษา
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๑๗๐
โทรศัพท์ ๐๙๙-๙๒๔-๕๔๐๑, ๐๓๕-๒๔๘-๐๐๐ ต่อ ๘๕๒๘
โทรสาร ๐๓๕-๒๔๘-๐๐๐ ต่อ ๘๕๒๘
เวปไซต์ www.ps.mcu.ac.th อีเมล์ peacepsmcu@gmail.com

Similar articles

กิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติครั้งที่ ๑๒ เรื่อง “พระพุทธศาสนากับวิกฤติของโลก” เนื่องในวันวิสาขบูชา วันสําคัญสากลของโลก ประจําปี ๒๕๕๘

การประชุมผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพในประชาคมอาเซียน หัวข้อ ขันติธรรมทางศาสนา

September 2017
M T W T F S S
« Jul    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930  

web Links

  

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
โทรศัพท์ 081-480-3374, 081-875-9154, 02-623-5393 โทรสาร 035-248-099 www.ps.mcu.ac.th